วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 29 เคลื่อนไหวดั่งสายลม





ด้วยการที่เราสามารถทำความเข้าใจ ในความเป็นเนื้อหาแห่งธรรมชาติที่มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นอยู่แล้ว ในความว่างเปล่าไร้ความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ของมันอยู่อย่างนั้นได้อย่างตระหนักชัดแจ้ง โดยเป็นความเข้าใจอย่างถ้วนถี่ไม่มีความลังเลสงสัยอันใดเหลืออยู่ และสามารถซึมซาบกลมกลืนกลายเป็นเนื้อหาเดียวกัน กับความเป็นธรรมชาตินั้นได้อย่างแนบสนิท ชนิดที่เรียกได้ว่ามันเป็นหนึ่งเดียวในความเป็นธรรมชาติ โดยไม่อาจแยกเราและความเป็นธรรมชาติ ให้มีความแตกต่างออกเป็นสองสิ่งได้เลย ความเป็นเนื้อหาเดียวกันในความเป็นไปตามสภาพธรรมชาตินั้น มันจึงเป็น "ธรรมชาติ" ในความเป็น

เช่นนั้นเองของมันอยู่อย่างนั้น อย่างคงที่ในสภาพแห่งธรรมชาตินั้น โดยไม่มีวันที่จะแปรผันไปเป็นอย่างอื่นในความหมายอื่นได้เลย การที่เป็นเนื้อหาเดียวกันอยู่อย่างนั้นระหว่างเรากับธรรมชาตินั้น มันจึงเป็นความตั้งมั่นในความเป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น เป็นความตั้งมั่นที่มีความหมายถึง มันทำให้เราได้กลมกลืน เป็นเนื้อหาเดียวกันกับธรรมชาติโดยไม่มีความแตกต่าง ก็ธรรมชาติแห่งการตั้งมั่นอันคือธรรมชาติแห่งความกลมกลืน เป็นเนื้อหาเดียวกันแบบไม่มีความแตกต่าง อันทำให้เรา คือ ธรรมชาติ ธรรมชาติ คือ เรา ชนิดที่เรียกว่าแยกกันไม่ออก เป็นไปในความแนบเนียนอยู่ในความกลมกลืนอยู่อย่างนั้น ก็ด้วยขันธ์ทั้งห้าที่ถูกอุปมาไปแบบนั้นว่า นี่คือ กายเรา อันเป็นไปแห่งธาตุขันธ์ที่เราได้อาศัยอยู่อย่าง

นี้ และยังมีลมหายใจ ที่ขยันหายใจเข้าหายใจออกอยู่แบบนี้ อันว่านี่คือเรา คือชีวิตเรา และมันยังมีความเคลื่อนไหว สามารถกะพริบตา กระดุกกระดิกไปมาได้ ในท่ามกลางอิริยาบถทั้งสี่ คือ ยืน นั่ง เดิน นอน เมื่อเรายังต้องมีการไปและการมา ด้วยการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันด้วยขันธ์ธาตุเหล่านี้ ก็ด้วยความเป็นธรรมชาติแห่งความว่างเปล่า ไร้ความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตนของมันอยู่อย่างนั้น มันจึงเป็นธรรมชาติที่มีความสงบนิ่ง สงบตามธรรมชาติของมันที่อยู่ภายในความเป็นไป อันปราศจากความเคลื่อนไหวแห่งภาวะใดๆของมันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวไปมา มันก็เป็นเพียงการเคลื่อนไหวไปมาอยู่อย่างนั้น หามีผลหรือส่งผลกระทบอันจะทำให้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ธรรมชาติอันคือ

สภาพความสงบนิ่งที่แท้จริง ซึ่งปราศจากความเคลื่อนไหวแห่งภาวะใดๆ มันจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของมันตามธรรมชาตินั้นไปเป็นอย่างอื่น เพราะความเป็นธรรมชาติมันก็คือ สภาพความเป็นของมัน อยู่อย่างนั้นเองอยู่แล้ว ไม่สามารถมีใครหรือสิ่งใดๆเข้ามาทำ ให้ความเป็นธรรมชาติแห่งสภาพตัวมันเอง เปลี่ยนไปเป็นอื่นๆได้เลย ด้วยเหตุผลความเป็นจริงเหล่านี้ การที่เป็นเนื้อหาเดียวกันกับธรรมชาติแห่งพุทธะ และต้องเคลื่อนไหวไปมาในอิริยาบถต่างๆนี้ มันจึงเป็นการเคลื่อนไหวไปในความสงบอย่างแท้จริง เป็นความสงบ ซึ่งปราศจากการเคลื่อนไหวแห่งภาวะใดๆภายในธรรมชาติ มันจึงเป็นความสงบนิ่งอย่างแท้จริง มันเป็นความสงบนิ่ง แต่เคลื่อนไหวได้ เคลื่อนไหวไปดุจดั่ง "สายลม" ที่พลิ้วไหวและแผ่ซ่าน ด้วยความสงบนิ่งแผ่วเบา ในทั่วทุกหนแห่ง



 หนังสือ "คำสอนเซน ภาค เซนในสายเลือด ปรมาจารย์ ตั๊กม้อ" ครูสอนเซน อาจารย์ราเชนทร์ สิมะสุนทร 25 กุมภาพันธ์ 2557


วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การฟังพระธรรมเหมือนเป็นการเตือน



เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน "การฟังพระธรรมเหมือนเป็นการเตือน"ขอความอนุเคราะห์อาจารย์ช่วย กรุณาแปลพจนานี้เพื่อความกระจ่างด้วย ขออนุโมทนา


ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น การฟังพระธรรมเป็นกุศลเป็นความดีเป็นการฟังเรื่องสัจจธรรม สิ่งที่มีจริง เป็นจริงในชีวิตประจำวัน ฟังในสิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทำให้ผู้ที่ ได้ฟังได้ศึกษาเข้าใจสภาพธรรมที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ว่าแท้ ที่จริงก็เป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละอย่าง ๆ เท่านั้นจริง ๆ ทำให้เข้าใจโลกและเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างตาม

ความเป็นจริงผลจากการฟังฟังพระธรรม คือ มีปัญญา ความรู้ความเข้าใจที่ค่อย ๆ เจริญขึ้นปัญญาที่เกิดจากการฟังพระธรรมเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสและดับกิเลสได้ใน ที่สุด แต่ละบุคคลมีกิเลสมากเหลือเกินการที่กิเลสจะค่อยๆ หมดไปได้คลาย ไปได้ก็ด้วยความเห็นถูกที่ถูกต้องจากการฟังพระธรรมแล้วก็เป็นความเข้าใจของ ตนเองด้วยที่จะทำให้มีศรัทธาเพิ่มขึ้น ฟังมากขึ้น แล้วก็สามารถที่จะน้อมประพฤติ

ปฏิบัติตามได้เมื่อมีการฟังพระธรรมและมีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นไปตามลำดับกุศลธรรมประการต่าง ๆ ก็จะเจริญขึ้นตามระดับขั้นของปัญญาด้วย เพราะเหตุว่า เมื่อปัญญาเจริญขึ้นการคิดการกระทำและคำพูด ก็จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นเพราะมีพระธรรมเป็นเครื่อง ฝึกที่ดีสูงสุด คือ เมื่อปัญญาคมกล้าขึ้นก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็น พระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ ปราศจากกิเลสซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ตาม

ลำดับ มรร เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าการฟังพระธรรมเป็นการศึกษาให้เข้าใจสภาพธรรมที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เพื่อให้เข้าใจธรรมซึ่งมีจริงอยู่ทุกขณะตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นประโยชน์กับทุกคน โดยไม่จำกัดเพศไม่จำกัดวัย ขณะที่ฟังพระธรรม ขณะนั้นเป็นกุศล เป็นความดี โดยที่ไม่ต้องไปขวนขวายหาวัตถุมาให้ทานเลยก็เป็น กุศลแล้วในขณะที่ฟังพระธรรมซึ่งก็หมายรวมถึงการอ่านการพิจารณาไตร่ตรองการสนทนาการสอบถามจากกัลยาณมิตรผู้ที่มีปัญญาด้วยทั้งหมดทั้งปวงนั้นเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญาทั้งสิ้นแต่จะเจริญขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่ ที่การสะสมมาของแต่ละบุคคล อย่างแท้จริง

Credit By....................................

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ภรรยาพราหมณ์มิจฉาทิฏฐิ

IMG_00000010013042019



บทความนี้มาจาก นิทานมงคลธรรม โดยท่านอาจารย์ เสฐียรพงษ์ 

วรรณปก พราหมณ์มีภรรยาสาวสวยคนหนึ่ง สองคนนับถือคนละศาสนา พราหมณ์นับถือศาสนาพราหมณ์ พราหมณีเป็นพุทธสาวิกา แต่ก็อย่้กันมาดูวยความสงบพอสมควร เพราะฝ่ายภรรยา ประนีประนอม สามีใหูช่วยทำาบุญ เช่น เลี้ยงพราหมณ์ เซ่นไหวูตามประเพณีพราหมณ์ เธอก็ทำา แมูว่าสามีจะไม่สนใจพระพุทธศาสนา ก็ไม่ว่าอะไร ปล่อยใหูเขาทำาไปตามศรัทธามีอย่างเดียวที่สามีไม่ยินยอม ก็คือ เวลาอย่้ต่อหนูาพวกพราหมณ์ อย่าเอ่ยชื่อถึงพระพุทธเจ้าหรือ พระสงฆ์สาวก ในหมู่พวกพราหมณ์ระคายหูแต่ก็อย่างว่า คนที่เคยสวดมนต์นมัสการพระรัตนตรัยอย่างสม่ำาเสมอนั้น ย่อมจะพลั้งเผลอบ้าง เวลาสะดุดหรือจะลูม เธอก็หลุดอุทานออกมาว่า.....

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต หลุดออกมาทีไรก็ถ้ก สามีตะเพิดทุกที วันหนึ่ง สามีจะเลี้ยงพระ พราหมณ์กำาชับภรรยาว่า เวลาเลี้ยงพระของเขาอย่้นั้น อย่าเผลอเอ่ยถึง พระของนางเป็นอันขาด นางก็รับปากรับคำาเป็นอย่างดี ขณะยกถาดอาหารจะไปถวายพระพราหมณ์ นางก็สะดุดลูมลง จึงอุทานว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต พระพราหมณ์กำาลังสวาปามอาหารอย่้ ก็บ่นว่า วันนี้บุญไม่เป็นบุญเสียแลูว พวกเราไดูยินเสียง กาลกิณีเต็มสองห้ จึงลุกจากอาสนะเดินหนีไปพรูอมกัน พลางหันหนูากลับมาด่าพราหมณ์เจูาภาพ อย่างเสีย ๆ หาย ๆพราหมณ์เสียใจมากที่พิธีทำาบุญถ้กยกเลิกกลางคัน โกรธภรรยาหัวฟัดหัวเหวี่ยง ลงจากเรือนไป หาพระพุทธเจ้า เพื่อต่อว่าเป็นตูนเหตุใหูภรรยาหลงใหล และท หูขายหนู ไปถึงก็ด่าฉอดๆ

ด่าจนรู้สึกหายเหนื่อยแลูว เห็นพระพุทธเจูาประทับนิ่ง ไม่ตอบโตูอะไร จึงถามว่า สมณะโคดม คนเราฆ่าอะไรไดูจึงจะเป็นสุข พระพุทธเจูาตรัสว่า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมีแต่ก่อทุกข์ ก่อเวร ภัย ฆ่าความโกรธในใจเราสิ จึงจะมีความสุขสงบเย็นไดู พราหมณ์พิจารณาตามกระแสพระดำารัส และเห็นดีดูวย เพราะตอนที่ตนโกรธ เห็นชูางเท่าหม้นั้น จิตใจมันรูอนรมุ่ กระวนกระวาย หัวอกแทบจะระเบิด แต่พอความโกรธมันสงบลง มันผ่อนคลาย เบาสบาย จึงไม่คิดด่าใครอีกต่อไป ขอบวชเป็ นสาวกพระพุทธศาสนา ไม่ช้าไม่นานเขาก็อยู่เหนือความโกรธ ได้บรรลุภาวะ ที่ดับเย็นสนิทแล้วแล
.....

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ชีวิต

IMG_0010014110


คนเราจะมีการสร้างความคุ้นเคยกับสิ่งต่าง ๆ
และมีการสูญเสียความคุ้นเคย ในบางอย่างเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย...
ซึ่งมันคือหลักฐานในการยืนยันว่าเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตเป็นแค่สิ่งชั่วคราว
สุดท้ายแล้ว...ไม่มีอะไรตั้งมั่นอยู่ได้อย่างถาวร...
แต่ถึงแม้จะรู้ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งถาวร
เรายังกลัวจะเสียบางความคุ้นเคยไป
ขณะเดียวกันมีบางความคุ้นเคย หล่นหายโดยไม่รู้ตัว
เนื่องจากเรายึดความคุ้นเคยแต่ละชนิด ด้วยการถือมั่นไม่เท่ากัน
แต่ละคนมีวิธีจัดการเรื่องชั่วคราวที่อยู่ในชีวิตได้ไม่เหมือนกัน
มีทั้งคนที่จัดการได้ดีและคนที่จัดการอะไรไม่ได้เลย
บางเรื่อง (ชั่วคราว) ที่สูญหายไปทำให้คนเราพ่ายแพ้อย่างยาวนาน
มนุษย์ไม่ควรรู้สึกพ่ายแพ้ติดต่อกันนาน ๆ
และการรู้สึกแพ้นั้นเราจะรู้สึกเกินกว่าสถานการณ์จริงเสมอ
แพ้แค่ 3 ก็อาจรู้สึกว่าแพ้ถึง 10
ชีวิตคือการเดินทางผ่านเรื่องชั่วคราวจำนวนมาก
และสุดท้ายชีวิตของเราแต่ละคนก็เป็นเรื่องชั่วคราว
ถ้าเราตระหนักให้รู้ชัด ๆ ว่ามันชั่วคราว..
ความทุกข์ในใจก็จะลดน้อยลงทันตาเห็น
แต่อย่างว่า...เราตระหนักกันไม่ได้...
เพราะไม่ยอมเรียนรู้ถึงความชั่วคราวในชีวิตอย่างจริงจัง
แทบทุกวันเราจึงเอาเป็นเอาตายกับเรื่องต่าง ๆ
ราวกับเรื่องเหล่านั้นคือความคงทนถาวรที่จะดำรงอยู่ตลอดไป
ที่บอกว่า "เอาเป็นเอาตาย" ไม่ได้เกินความเป็นจริงเลย
เด็ก ๆ เอาเป็นเอาตายกับการเรียนพิเศษ
ผู้ใหญ่เอาเป็นเอาตายกับการทำงาน
ผู้ชายเอาเป็นเอาตายกับความใคร่
ผู้หญิงเอาเป็นเอาตายกับความรัก
บางเวลารู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
และกำลังเป็นอยู่ ในชีวิตคนเราล้วนเพ้อไปทั้งนั้น
ถ้าหยุดเพ้อลงบ้างก็ดี..การเกลียดใคร หรือรักใคร ก็เป็นการเพ้อ
ทั้งความรักและความเกลียดไม่ใช่สิ่งถาวร..........มันเพิ่มขึ้น..........ลดลง........สูญหายได้
การเข้าไปยึดถือ และแบกเอาไว้ ทำให้ชีวิตมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น...
อยู่อย่างเบา ๆ สบายตัวดีกว่า...โปรดสังเกตเวลาที่เราโกรธหรือเกลียดใคร
ความไม่สบายใจ...........ความขุ่นข้องใจ..........ความหนักใจก็จะเกิดขึ้นในทันที............



IMG_000002432552

การปฏิบัติธรรม





เงาชีวิตสิ่งแลกเปลี่ยน


QwpxrP.jpg
qsAGUy.jpg



ไม่มีใครรู้ว่าฉันเกิดมาจากที่ไหน ? ลูกใครหลานใคร ? บัดนี้ฉันก็ยังไม่มีใครรู้ว่า? ฉันคือใคร? มีลูกหลานหรือไม่ ?แต่ฉันรู้ว่าฉัน เกิดมากับสิ่งแลกเปลี่ยน หิว ต้องกิน ง่วงต้องนอน หายง่วงต้องตื่น ป่วยต้องกินยา บางที่ป่วยก็แลกกับหายได้โดยไม่ต้องรักษาฉันอยู่คู่โลกมาช้านาน แต่ไม่ใช่ความต้องการของโลก ไม่ใช่ความต้องการของตัวเองและไม่ใช่สังคมต้องการเพียงแต่ว่าเขาให้กิดมา ฉันจึงต้องมีหน้าที่มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่ต้องทำลายชีวิตลง เพราะไม่นานคงต้องดับสูญ เมื่อมีชีวิตก็ต้องมีงาน เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ส่วนที่อยู่อาศัย ประเทศของฉันมีที่กว้างขวางแต่ฉันก็ไม่เป็นเจ้าของก็ได้มีดินที่ฉันนั่ง ลุก เดิน ยืน และนอนได้เพี่ยงบางคืนก็หาชายคาได้ที่ไหน ก็ขอแอบอิงพอพ้นน้ำค้างงานของฉันคือให้ความสะอาดของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อมา ก็กลับหัว - กลับหางให้เพื่อสะดวกในการพาให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ถูกตำหนิบ่อยครั้งว่า....ย้ายที่ของฉันทำไม ?....ฉันหายาก.....ยอมรับผิดด้วยความเงียบเพราะย้ายจากหัวไปหางเท่านั้น เมื่อก่อนเจ้าของจะจากไป ฉันยกมือไหว้ เขาให้สตางค์บางคนไม่ให้ ฉันก็ไหว้ บางคนที่ไม่ให้บอกว่าฉันไม่มี แต่เขาบอกว่าน่าสงสาร....ฉันอมยิ้มและบอกว่าแค่คำนี้คุณให้ฉันมาเยอะแล้ว เพราะสงสารก็คงไม่ต้องการให้ฉันมีทุกข์......เรียบเรียงโดย.......พิกุล พุทธศักราช 2525


บทความนี้คัดลอก(พิมพ์เป็นไฟล์)จากวารสาร"พลังชีวิต"ปีพุทธศักราช 2527

iH0MT0.jpg

คัดส่วนหนึ่งมาจาก ยมกปาฏิหาริย์



พืชแม้มาก อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี ฉันใดทานมากมาย อันบุคคลตั้งไว้ ในหมู่ชนผู้ทุศีล ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน; พืชแม้เล็กน้อย อันบุคคลหว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนหลั่งสายน้ำถูกต้อง (ตามกาล) ผลก็ย่อมยังชาวนา ให้ยินดีได้ ฉันใด, เมื่อสักการะแม้เล็กน้อยอันทายกทำแล้ว ในเหล่าท่านผู้มีศีล ผู้มีคุณคงที่ผลก็ย่อมยังทายกให้ยินดีได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. ทานที่ให้ในทักขิไณยบุคคลมีผลมาก ถามว่า "ก็บุรพกรรมของอินทก

เทพบุตรนั้น เป็นอย่างไร? แก้ว่า ได้ยินว่า อินทกเทพบุตรนั้นได้ให้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งที่เขานำมาแล้วเพื่อตน แก่พระอนุรุทธเถระผู้เข้าไปบิณฑบาตภายในบ้าน. บุญของเธอนั้น มีผลมากกว่าทานที่อังกุรเทพบุตร ทำแถวเตาไฟยาวตั้ง ๑๒ โยชน์ ให้แล้วตั้งหมื่นปี เพราะเหตุนั้น อินทกเทพบุตรจึงกราบทูลอย่างนั้น." เมื่ออินทกเทพบุตรกราบทูลอย่างนั้นแล้ว พระศาสดาตรัสว่า "อังกุระ การเลือกเสียก่อนแล้วให้ทานจึงควร ทานนั้นย่อมมีผลมากด้วยอาการอย่างนี้ ดุจพืชที่เขาหว่านดีในนาดีฉะนั้น แต่เธอหาได้ทำอย่างนั้นไม่ เหตุนั้น ทานของเธอจึงไม่มีผลมาก" เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า ทานอันบุคคลให้แล้วในเขตใด มีผลมาก บุคคลพึงเลือกให้ทานในเขตนั้น การเลือกให้อัน พระสุคตทรง

สรรเสริญแล้วทานที่บุคคลให้แล้ว ในทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลก คือหมู่ สัตว์ที่ยังเป็นอยู่นี้ มีผลมาก เหมือนพืชที่บุคคล หว่านแล้วในนาดีฉะนั้น. เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไป ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่สัตว์นี้มีราคะเป็นเครื่องประทุษร้าย, เพราะ เหตุนั้นแล ทานที่บุคคลให้แล้ว ในท่านที่มีราคะ ไปปราศแล้วทั้งหลาย จึงมีผลมาก. นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นเครื่องประทุษร้าย, เพราะ เหตุนั้นแล ทานที่บุคคลให้แล้วในท่านผู้มีโทสะ ไปปราศแล้วทั้งหลาย จึงมีผลมาก. นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นเครื่องประทุษร้าย, เพราะ เหตุนั้นแล ทานที่บุคคลให้แล้วในท่านผู้มีโมหะ ไปปราศแล้วทั้งหลาย จึงมีผลมาก นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่สัตว์นี้มีความอยากเป็นเครื่องประทุษร้าย เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลให้แล้ว ในท่านผู้ มีความอยากไปปราศแล้วทั้งหลาย จึงมีผลมาก. ในกาลจบเทศนา

อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตรดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. (ธรรมเทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่มหาชนแล้ว). พระศาสดาเสด็จไปโปรดพระมารดาชั้นดาวดึงส์ ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางเทวบริษัท ทรงปรารภพระมารดาเริ่มตั้งอภิธรรมปิฎกว่า "กุสลา ธมฺมา, อกุสลา ธมฺมา, อพฺยากตา ธมฺมา" ดังนี้เป็นต้น. ทรงแสดงอภิธรรมปิฎกโดยนัยนี้เรื่อยไปตลอด ๓ เดือน. ก็แลทรงแสดงธรรมอยู่ ในเวลาภิกษาจาร ทรงนิรมิตพระพุทธนิรมิต ด้วยทรงอธิษฐานว่า "พุทธนิรมิตนี้จงแสดงธรรมชื่อเท่านี้ จนกว่าเราจะมา" แล้วเสด็จไปป่าหิมพานต์ ทรงเคี้ยวไม้สีฟันชื่อนาคลตา บ้วนพระโอษฐ์ที่สระอโนดาต นำบิณฑบาตมาแต่อุตตรกุรุทวีป ได้ประทับนั่งทำภัตกิจในโรงกว้างใหญ่แล้ว. พระสารีบุตรเถระไปทำวัตรแด่พระศาสดาในที่นั้น. พระศาสดาทรงทำภัตกิจแล้ว ตรัสแก่พระเถระว่า "สารีบุตร วันนี้ เราภาษิตธรรม

ชื่อเท่านี้ เธอจงบอกแก่ (ภิกษุ ๕๐๐) นิสิตของตน." ได้ทราบว่า กุลบุตร ๕๐๐ เลื่อมใสยมกปาฏิหาริย์ บวชแล้วในสำนักของพระเถระ. พระศาสดาตรัสแล้วอย่างนั้น ทรงหมายเอาภิกษุเหล่านั้น. ก็แลครั้นตรัสแล้ว เสด็จไปสู่เทวโลก ทรงแสดงธรรมเอง ต่อจากที่พระพุทธนิรมิตแสดง. แม้พระเถระก็ไปแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อพระศาสดาเสด็จอยู่ในเทวโลกนั้นแล ได้เป็นผู้ชำนาญในปกรณ์ ๗ แล้ว. ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ภิกษุเหล่านั้นเป็นค้างคาวหนู ห้อยอยู่ที่เงื้อมแห่งหนึ่ง เมื่อพระเถระ ๒ รูปจงกรมแล้วท่องอภิธรรมอยู่ ได้ฟังถือเอานิมิตในเสียงแล้ว ค้างคาวเหล่านั้นไม่รู้ว่า "เหล่านี้ ชื่อว่าขันธ์, เหล่านี้ ชื่อว่าธาตุ" ด้วยเหตุสักว่าถือเอานิมิตในเสียงเท่านั้น จุติจากอัตภาพนั้น แล้วเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติสิ้นพุทธันดรหนึ่ง จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว เกิดในเรือนตระกูลในกรุงสาวัตถี เกิดความเลื่อมใสในยมกปาฏิหาริย์ บวชในสำนักของพระเถระแล้ว ได้เป็นผู้ชำนาญในปกรณ์ ๗ ก่อนกว่าภิกษุทั้งปวง. แม้พระศาสดาก็ทรงแสดงอภิธรรมโดยทำนองนั้นแล ตลอด ๓ เดือนนั้น. ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดา ๘ หมื่นโกฏิ. แม้พระมหามายาก็ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. พระโมคคัลลานเถระขึ้นไปทูลถามข่าวเสด็จลง บริษัทมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์แม้นั้นแล คิดว่า "แต่บัดนี้ไปใน

วันที่ ๗ จักเป็นวันมหาปวารณา" แล้วเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ควรจะทราบวันเสด็จลงของพระศาสดา เพราะข้าพเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพระศาสดาแล้ว จักไม่ไป." ท่านพระมหาโมคคัลลานะฟังถ้อยคำนั้นแล้วรับว่า "ดีละ" แล้วดำลงในแผ่นดินตรงนั้นเอง อธิษฐานว่า "บริษัทจงเห็นเรา ผู้ไปถึงเชิงเขาสิเนรุแล้วขึ้นไปอยู่" มีรูปปรากฏดุจด้ายกัมพลเหลืองที่ร้อยไว้ในแก้วมณีเทียว ขึ้นไปแล้วโดยท่ามกลางเขาสิเนรุ. แม้พวกมนุษย์ก็แลเห็นท่านว่า "ขึ้นไปแล้ว ๑ โยชน์ ขึ้นไปแล้ว ๒ โยชน์" เป็นต้น แม้พระเถระขึ้นไปถวายบังคมพระบาทยุคลของพระศาสดา ดุจเทินไว้ด้วยเศียรเกล้า กราบทูลอย่างนี้ว่า "พระเจ้าข้า บริษัทประสงค์จะเฝ้าพระองค์ก่อนแล้วไป พระองค์จักเสด็จลงเมื่อไร?"