วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

พระที่นั่งวิมานเมฆ

 





Vimanmek Golden Teak Legacy by ใกล้รุ่ง


จากรูปภาพในแหล่งข้อมูล และข้อมูลจากการสนทนาที่ผ่านมา รูปแบบและลักษณะของหลังคาพระที่นั่งวิมานเมฆมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมดังนี้ครับ โดมทรงแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่: ส่วนที่โดดเด่นที่สุดคือหลังคาบริเวณหัวมุมของอาคารรูปตัว L ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงแปดเหลี่ยมสูง ครอบคลุมพื้นที่ห้องโถงขนาดใหญ่ของพระที่นั่ง

ยอดแหลมหรือสไปร์ (Spire)บนยอดสูงสุดของหลังคาทรงแปดเหลี่ยม และในจุดสำคัญอื่น ๆ ของหลังคา
มีการประดับด้วยยอดแหลมที่มีลักษณะคล้ายฉัตรพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เพิ่มความสง่างามให้กับตัวอาคารการใช้โทนสีที่ตัดกันหลังคามีสีแดงอมน้ำตาล (Terracotta) ซึ่งตัดกับสีเหลืองอ่อนของตัวอาคารไม้สักทองและสีเขียวของสวนโดยรอบอย่างชัดเจนการประดับชายคาด้วยไม้ฉลุบริเวณเชิงชายหรือขอบหลังคามีการประดับด้วยไม้แกะสลักฉลุลายสีขาวที่มีความละเอียดลออคล้ายลูกไม้

(Gingerbread style) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 รูปทรงที่สอดคล้องกับอาคาร ผืนหลังคาถูกออกแบบให้คลุมไปตามแนวอาคารรูปตัว L โดยมีลักษณะเป็นหลังคาทรงปั้นหยาในส่วนที่เป็นปีกของอาคาร ซึ่งช่วยในการระบายน้ำฝนได้ดีตามสภาพอากาศของไทย หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ หลังคาของพระที่นั่งวิมานเมฆเปรียบเสมือนมงกุฎที่สวมวางอยู่บนยอดอาคารไม้สัก โดยมียอดแหลมเป็นดั่งยอดมงกุฎ และลายฉลุสีขาวรอบชายคาเป็นดั่งลวดลายอันวิจิตรที่ช่วยขับเน้นความโอ่อ่าให้

สมกับเป็นพระราชฐานชั้นสูงากการพิจารณาภาพถ่ายของพระที่นั่งวิมานเมฆในแหล่งข้อมูล บริเวณโดยรอบมีการจัดภูมิทัศน์อย่างเป็นระเบียบและสวยงาม เพื่อส่งเสริมความโดดเด่นของตัวอาคารไม้สักทอง โดยมีรายละเอียดดังนี้ พื้นที่สีเขียวและการจัดสวนมีการจัดวางสนามหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่ที่ได้รับการตัดแต่งอย่างเรียบร้อยอยู่บริเวณด้านหน้าและด้านข้างของพระที่นั่ง ช่วยสร้างความรู้สึกที่โล่งโปร่งและร่มเย็น พรรณไม้โดยรอบตัวอาคารประกอบด้วยไม้ยืนต้นให้ร่มเงาและไม้ประดับที่ปลูกไว้อย่างสวยงามตามมุม


ต่างๆ ทั้งที่ปลูกลงดินและในกระถางบริเวณใกล้บันไดทางขึ้น ทางเดินและพื้นที่ใช้สอยมีการจัดทำทางเดินปูลาดด้วยวัสดุที่มีโทนสีน้ำตาลอมแดงเป็นบริเวณกว้างตามความโค้งของสนามหญ้า เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรสำหรับผู้มาเยือน การกำหนดขอบเขตมีการใช้เสาขนาดเล็กสีเหลืองเชื่อมด้วยโซ่กั้นเป็นแนวเขตระหว่างพื้นที่ทางเดินและสนามหญ้า เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก

บริเวณทางขึ้นด้านหนึ่งมีการติดตั้งซุ้มทางเดินสีขาว(canopy)เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกตัวอาคาร การจัดภูมิทัศน์เช่นนี้ เปรียบเสมือนการวางอัญมณีล้ำค่าไว้บนกำมะหยี่สีเขียว ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันความอับชื้นให้กับตัวอาคารไม้สักแล้ว ยังช่วยขับเน้นให้สถาปัตยกรรมรูปตัว L และโดมแปดเหลี่ยมของพระที่นั่งมีความสง่างามและโดดเด่นท่ามกลางธรรมชาติอย่างลงตัว


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เยาวราชในอดีต

 




Yaowarat Two Worlds by ใกล้รุ่ง


จากภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ของถนนเยาวราชในอดีต ยานพาหนะที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนและสะท้อนถึงระบบคมนาคมในยุคนั้นประกอบด้วย รถราง (Trams)เป็นพาหนะที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น โดยจะวิ่งไปตามแนวรางถาวรที่ติดตั้งอยู่บริเวณกลางถนน สะท้อนถึงการเป็นย่านที่ทันสมัยและมีการวางระบบขนส่งมวลชนที่เป็นระเบียบรถยนต์รุ่นโบราณ (Classic Cars)รถยนต์ส่วนบุคคลรูปทรงคลาสสิกตามยุคสมัย ซึ่งวิ่งสัญจรควบคู่ไปกับ

รถรางบนพื้นผิวถนนรถลาก (Rickshaws)ยานพาหนะที่ใช้แรงงานคนในการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นวิถีการเดินทางดั้งเดิมที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขนส่งผู้คนในพื้นที่ย่านการค้ารถจักรยาน (Bicycles) พาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็กที่ปรากฏให้เห็นท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่น ยานพาหนะเหล่านี้แสดงถึงการ

ผสมผสานระหว่าง เทคโนโลยีสมัยใหม่จากตะวันตก (รถรางและรถยนต์) กับ วิถีชีวิตดั้งเดิม (รถลากและรถจักรยาน) ซึ่งวิ่งปะปนกันบนถนนที่มีพื้นที่กว้างขวางในขณะนั้นอุปมาอุปไมย ยานพาหนะที่หลากหลายในอดีตเปรียบเสมือน เครื่องดนตรีต่างชนิด

ในวงออร์เคสตรา โดยมีรถรางเป็นจังหวะหลักที่คอยกำกับเส้นทาง และมีรถยนต์ รถลาก รวมถึงจักรยาน เป็นเครื่องดนตรีประเภทอื่นที่บรรเลงสอดแทรกไปตามช่องว่างของถนน สร้างท่วงทำนองแห่งความเคลื่อนไหวให้กับย่านเยาวราชในวันวาน
 

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Chinatown new landmark

 


มรดกกรุงเทพฯ อดีตที่ยังมีลมหายใจ by wofe99


วัดไตรมิตรวิทยารามเป็นวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ หลวงพ่อทองคำ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการบันทึกสถิติโลกโดยกินเนสบุ๊ค ข้อมูลสำคัญ ที่ตั้ง 661 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100 เวลาเปิด-ปิด เปิดทุกวัน 08:00–17:00 น.พระ

วิหารหลังเก่าเปิดถึง 21:00 น. เฉพาะวันพุธ ค่าเข้าชม คนไทย ไม่เสียค่าเข้า ชาวต่างชาติ 140 บาทต่อคน การเดินทาง วิธีที่สะดวกที่สุดคือโดยสารรถไฟฟ้า MRT ไปยังสถานีหัวลำโพง ทางออก 1แล้วเดินต่อไป
อีกประมาณ 200 เมตร สิ่งที่น่าสนใจ หลวงพ่อทองคำ เป็นพระพุทธรูป

สมัยสุโขทัย คาดว่าสร้างมานานกว่า 800 ปี ถูกพอกปูนอำพรางไว้เป็นเวลานานก่อนจะถูกค้นพบว่าเป็นทองคำแท้ในปี พ.ศ. 2498 องค์พระมีน้ำหนักถึง 5.5 ตัน และสามารถถอดออกได้เป็น 9 ชิ้น ประวัติวัด ชื่อเดิมของวัดคือ วัดสามจีนใต้ ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะขึ้น

เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหารและได้รับชื่อพระราชทานว่า วัดไตรมิตรวิทยาราม สิ่งอำนวยความสะดวก มีบริการลิฟต์สำหรับขึ้นไปสักการะพระพุทธรูปทองคำ มีห้องน้ำ และที่จอดรถสำหรับผู้พิการ





วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

วิทยุติดตามตัวเกร็ดความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์




จำได้ว่าวิทยุติดตามตัวเริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2523 ประมาณ 39 ปีผ่านมาแล้วในตอนนั้นราคาแพงมากเรียกได้ว่าหลายหมื่นเลยทีเดียวซึ่งผู้ทีใช้ก็ต้องเป็นนักธุระกิจต้องติดต่องานสำคัญซึ่งในช่วงเวลานั้นก็มีอินเตอร์เนทแต่ไม่แพร่หลายเหมือนในยุคปัจจุบัน ไม่มี Social Network แต่มีระบบ ATM ในส่วนของวิทยุติดตามตัวแบบ Classic นิยมเรียกว่า Paclink ซึ่งแสดงได้เฉพาะตัวเลขเท่านั้นตอนนั้นยังไม่มีแบบฝาก

ข้อความผ่าน Operator วิธีใช้งานต้องโทร...เข้าศูนย์บริการผ่าน Operator ให้โทร...กลับ 02 XXXXXXX จนต่อมาถึงยุคปี 2532 - 2538 วิทยุติดตามตัวพัฒานามาถึงขีดสุด คือ สามารถมีข้อความเป็นตัวอักษรได้ แต่ถ้าเกิด Error ก็จะกลายเป็นภาษาต่างดาวซึ่งเป็นความผิดพลาดของระบบและก็มีผู้ประกอบการให้เลือกหลายค่ายเหมือน

ค่ายมือถือในยุคปัจจุบันเช่นบริษัท Advance Info Service บริษัท สามารถ คอเปอร์เรชั่น บริษัท Hutchison Pagephone มาถึงยุคปลายของวิทยุติดตามตัวก็จะโฆษณาทางโทรทัศน์ของแต่ละค่ายงัดเอาโปรโมชั่นมาลดแลกแจกแถมกัน(ประมาณปี 2540 - 2545)หลังจากนั้นก็หมดยุคของวิยุติดตามตัว


หมายเหตุ...ก่อนจะหมดยุคของวิทยุติดตามตัว(Pager)ผู้ให้บริการของแต่ละค่ายจึงออกแบบมาสวยงามแต่ไม่ Classic เพื่อดึงดูดลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่นอีกทางหนึ่งในช่วงปี 2545 Nokia 3310 & 3315 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นและในช่วงเวลานั้นอินเตอร์เนทความเร็วแค่ 56 K เท่านั้นโดยค่ายยักษ์ใหญ่ Telecom Asia เริ่มให้บริการ


วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

เจ้าดำ




มีเรื่องจริงอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งปรากฏในหนังสือ"กฏแห่งกรรม"ซึ่งเขียนขึ้นโดย คุณ ท.เลียงพิบูลย์ ซึ่งท่านได้ล่วงลับไปแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า ในครอบครัวหนึ่งนานมาแล้ว ครอบครัวนี้มีเด็กหญิงคนหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งเด็กหญิงคนนี้ได้พบกับน้องหมาตัวหนึ่ง(ตั้งชื่อว่าเจ้าดำ) ซึ่งกำลังโดนหมาใหญ่รังแกหรือประสบอุบัติเหตุ(จำไม่ได้ครับ) เด็กหญิงเห็นเข้าจึงขอให้คุณพ่อช่วยนำกลับมาบ้านเพื่อทำแผลและดูแลจนมันหายเป็นปกติ พ่อรับปากว่าได้แต่ไม่ทราบว่า เจ้าดำ ตัวนี้มีเจ้าของหรือเปล่า? ถ้ามีเจ้าของมาตามหาก็ต้องส่งคืนเจ้าของไป เด็กหญิงตอบว่าได้ค่ะและดีใจมาก จึงให้คุณพ่อเลี้ยงต่อไป และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา"เจ้าดำ"ก็กลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งภายในครอบครัวนี้ เจ้าดำ เป็นหมาที่ฉลาดรู้จักประจบ - ประแจงและเชื่อฟังเจ้านาย วันไหนเด็กหญิงซึ่งอยู่ในวัยกำลังจะโตเป็นสาวจะออกไปทำธุระนอกบ้าน แต่กลับดึก เจ้าดำมันไม่ยอมแตะต้องข้าว - ปลาอาหารเลย จนกว่าเจ้านายมันจะกลับมามันจึงยอมทานอาหาร เด็กหญิงทราบดี คราวต่อไปจะออกจากบ้าน จึงสั่ง เจ้าดำ ว่าไม่ต้องรอให้ทานอาหารแล้วเข้านอน เจ้าดำ จึงยอมปฏิบัติตามแต่โดยดีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิงได้ชวนเพื่อน ๆ มาที่บ้านเพื่อรับอาหารร่วมกันหรือสังสรรกันที่สนามหญ้าหน้าบริเวณบ้าน ก็ทั้งก็เฮฮา ตามประสาเด็กโดยหารู้ไม่ว่า อันตรายกำลังคลืบคลานมา มีงูเห่าตัว

หนึ่งมาจากไหนไม่ทราบเลื้อยเข้ามาจะเข้ามาทำร้ายเด็ก ๆ ในกลุ่มซึ่งกำลังสนุกสนานและไม่รู้ตัวว่ากำลังมีอันตราย ทันใดนั้น เจ้าดำ ซึ่งคอยดูอยู่ห่าง ๆ ก็เห็นเข้าจึงเข้ามาต่อสู้กับงูเห่าตัวนั้นโดยไม่คิดถึงชีวิตมันเอง จนงูเห่าตัวนั้นสู้เ จ้าดำ ไม่ได้เลื้อยหนีไป ตกกลางคืนเจ้างู จอมพยาบาทตัวนั้นไม่ยอมลด - ลา แต่ เจ้าดำ รู้โดยสัญชาติญาณของมันเองปกติมันนอนที่ห้องเจ้านาย แต่คืนนั้นมันไม่นอนมันพยายามบอกเจ้าของมันว่างูเห่าตัวนันจะกลับมาอีกมันจึงไปนอนเฝ้าหน้าห้องของเด็กหญิง และก็เป็นความจริง งูเห่าตัวนั้นมาจริง ๆ เจ้าดำ จึงปกป้องเจ้านายของมันโดยเดิมพันด้วยชีวิต และเจ้าดำก็เพรี่ยงพร้ำโดนงูเห่ากัดเข้า แต่เจ้าดำไม่ยอมแพ้ ได้กัดงูเห่าตัวจนตาย พอรุ่งเช้า เด็กหญิงเปิดประตูห้องออกมากเห็น เจ้าดำ กำลังจะสิ้นใจไปต่อหน้าต่อแล้ว เด็กร้องไห้และอาลัยรัก เจ้าดำ อย่างสุดหัวใจ ในที่สุด เจ้าดำ ก็ตายจากไป เหลือความดีที่ เจ้าดำ ได้ตอบแทนเจ้านายของมันด้วยความซื่อ'สัตว์และจงรัก - ภักดี นี่เป็นส่วนหนึ่งซึ่งย่อเอาใจความออกมา

จากหนังสือ กฏแห่งกรรม คิดว่าบางท่านคงได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้มา บ้างแล้ว หาใครสนใจเรื่องราว ของ เจ้าดำ ลองไปหาซื้อหนังสือ กฏแห่งกรรม ซึ่ง รจนาโดย คูณ ท.เลียงพิบูลย์มาอ่าน ลืมไปแล้วอยู่เล่มไหนเพราะ ท่านเขียน ออกมาหลายเล่ม เป็นตอน ๆ ตัวอย่างความ ซื่อสัตย์และจงรักภักดีของน้องหมาจนกลายเป็นวีรกรรมให้โจษขานเล่าต่อ ๆไปไม่รู้จบ แล้วเราเป็นมนุษย์ยังจะทำร้ายน้องหมาได้ลงคอเชียวหรือ ไปกู้ข้อมูลมาจาก Bloggang - pantip เขียนเรื่องนี้ไว้นนานหลายปีแล้วที่เว็บ พันธ์ทิพย์ กลัวข้อมูลหายเพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไรก็เลยนำมาลงไว้ ใต้ร่มธรรมแห่งนี้ หวังว่าอย่างน้อยก็คงมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย ทุกสิ่งไม่แน่นอนบางทีเข้าระบบไม่ได้