แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลียุค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลียุค แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569

ร้านสะดวกซื้อ

 




การแขวนถุงขนมไว้ที่หน้าร้านโชวห่วยอย่างร้าน เล่าเก็งเฮง ในปี พ.ศ. 2495 เป็นกลยุทธ์การขายที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคนั้น โดยมีผลต่อยอดขายในมิติต่าง ๆ ดังนี้

การสร้างความสะดุดตาและดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายการแขวนถุงขนมขบเคี้ยวไว้ในระดับสายตาบริเวณทางเข้าร้าน ช่วยให้คนทางเท้าที่สัญจรไปมา โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ๆ มองเห็นสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินเข้าไปค้นหาภายในร้าน ซึ่งเป็นการใช้สินค้าเป็น แม่เหล็กดึงดูดสายตา เพื่อชักชวนให้คนหยุดแวะที่หน้า

ร้าน กระตุ้นการตัดสินใจซื้อโดยฉับพลัน Impulse Buying ขนมถุงเป็นสินค้าที่มีราคาต่อหน่วยไม่สูงนัก เมื่อนำมาแขวนไว้ในจุดที่หยิบฉวยได้ง่ายและมองเห็นชัดเจน จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ทันทีแม้จะไม่ได้ตั้งใจมาซื้อขนมตั้งแต่แรกก็ตาม การบริหารจัดการพื้นที่ขายให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากภายในร้านโชวห่วยมักมีพื้นที่

จำกัดและอัดแน่นไปด้วยสินค้าบนชั้นวาง การใช้พื้นที่แนวตั้งโดยการ แขวนสินค้า จึงเป็นการเพิ่ม พื้นที่จัดแสดง โดยไม่รบกวนพื้นที่วางสินค้าหลักบนเคาน์เตอร์หรือในตู้กระจก ช่วยให้ร้านสามารถนำเสนอความหลากหลายของสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มโอกาสในการขาย การสื่อสารถึงความครบครันของสินค้า การแขวนแผงขนมและถุงขนมไว้หน้าร้านควบคู่ไปกับโหลแก้วใส่ลูกกวาด เป็นการส่ง

สัญญาณบอกคนในชุมชนว่าร้านนี้มีสินค้าสำหรับเด็กและของกินเล่นที่หลากหลาย ทำให้ร้านกลายเป็น ศูนย์กลางความสุขของเด็กในชุมชน และดึงดูดให้ผู้ปกครองพาเด็ก ๆ มาที่ร้านบ่อยขึ้น สรุปได้ว่า การแขวนถุงขนมหน้าร้านไม่ใช่เพียงการประหยัดพื้นที่ แต่เป็น เทคนิคการตลาดภาคปฏิบัติ ที่เน้นความสะดวกและการเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายที่สุดในยุคที่การสื่อสารการตลาดผ่านสื่ออื่น ๆ ยังมีอยู่อย่างจำกัดภาพถ่ายร้านโชว

ห่วย เล่าเก็งเฮง ในปี พ.ศ. 2495 สถาปัตยกรรมตึกแถวที่มีลักษณะเป็นซุ้มประตูโค้ง Arch ดังที่เห็นในภาพ เป็นรูปแบบที่นิยมอย่างมากในย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตพระนครและพื้นที่โดยรอบ แม้ในแหล่งข้อมูลภาพถ่ายจะไม่ได้ระบุชื่อย่านที่ตั้งของร้านไว้อย่างเจาะจง แต่ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

และบรรยากาศในภาพสะท้อนถึงย่านที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในยุคนั้น ดังนี้
ย่านพระนครและย่านการค้าเก่าแก่ ตึกแถวที่มีซุ้มประตูโค้งเป็นเอกลักษณ์ของอาคารพาณิชย์รุ่นเก่าที่สร้างขึ้นในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 ซึ่งยังคงถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2495 ย่านเยาวราช

และเจริญกรุงจากป้ายชื่อร้านที่เป็นภาษาไทยคู่กับตัวอักษรจีน เล่าเก็งเฮง สันนิษฐานได้ว่าร้านนี้ตั้งอยู่ในย่านที่เป็นศูนย์กลางของชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งย่านเยาวราช, สำเพ็ง หรือถนนเจริญกรุง เป็นย่านที่มีความหนาแน่นของตึกแถวลักษณะนี้และเป็นหัวใจสำคัญของการค้าปลีกและการค้าส่งในพระนคร โดยสรุป 

สถาปัตยกรรมแบบซุ้มประตูโค้งนี้เป็นภาพสะท้อนของความรุ่งเรืองในย่านเศรษฐกิจชั้นในของกรุงเทพฯ ที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกเข้ากับวิถีชีวิตการค้าของชาวจีนได้อย่างลงตัวในช่วงกึ่งพุทธกาลร้านโชวห่วย เล่าเก็งเฮง ในปี พ.ศ. 2495 สินค้าอุปโภคบริโภคที่วางจำหน่ายสะท้อนถึงการเป็นศูนย์กลางของปัจจัยพื้นฐานในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ ในยุคนั้น โดยสามารถจำแนกและวิเคราะห์ได้ดังนี้ค

1. สินค้าบริโภค ของกินและเครื่องดื่มขนมและของหวานมีการจัดวาง โหลแก้วบรรจุลูกกวาด หลากสีสันไว้ที่ด้านหน้าของร้านเพื่อดึงดูดลูกค้าวัยเด็ก รวมถึงมีการแขวน ถุงขนมขบเคี้ยว ไว้ตามขอบประตูเพื่อให้เลือกหยิบได้สะดวก สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าร้านค้าปลีกเป็นแหล่งความสุขราคาประหยัดของคนในชุมชน เครื่องดื่มสมัยใหม่ ป้ายโฆษณาแบรนด์ PEPSI ที่โดดเด่นสะท้อนถึงการเข้ามาของเครื่องดื่มน้ำอัดลมจากตะวันตก ซึ่งเริ่มกลายเป็นสินค้าบริโภคที่ได้รับความนิยมในเขตเมืองช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

2. สินค้าอุปโภคและของใช้ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัย บนชั้นวางด้านในมีการจัดเรียง ขวดแป้ง สบู่ หรือเครื่องประทินผิว ไว้อย่างหนาแน่น ซึ่งบ่งบอกว่าคนเมืองเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ของจากธรรมชาติมาเป็นสินค้าอุตสาหกรรมสำเร็จรูปมากขึ้น เครื่องปรุงและของแห้ง แม้จะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนทุกลูกค้า แต่บรรจุภัณฑ์ขวดโหลและกล่องกระดาษต่าง ๆ ที่วางซ้อนกันอยู่ลึกเข้าไปในร้าน ทำหน้าที่เป็นเสมือน ตู้กับข้าวของชุมชน ที่จำหน่ายวัตถุดิบจำเป็นในการประกอบอาหาร

3. สินค้าประเภทยาสูบ สินค้าควบคุม บุหรี่ เป็นสินค้าที่มีความสำคัญอย่างมากในยุคนั้น เห็นได้จากการติดป้ายประกาศ ที่นี่จำหน่ายบุหรี่ และ Cigarettes Sold Here อย่างชัดเจนหลายจุด รวมถึงมีซองบุหรี่วางโชว์ในตู้กระจกด้านหน้า สิ่งนี้สะท้อนว่ายาสูบเป็นสินค้าอุปโภคที่แพร่หลายและเป็นแหล่งรายได้สำคัญของร้านค้าปลีก

4. การจัดวางและการตลาด Merchandising เนื่องจากพื้นที่ในตึกแถวมีจำกัด สินค้าจึงถูกจัดวางแบบ แนวตั้งและอัดแน่น มีการใช้ทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์ ตั้งแต่การแขวนแผงสินค้าไปจนถึงการวางซ้อนกล่องกระดาษ การใช้ หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ช่วยเสริมให้สินค้าบนชั้นวางดูสว่างและน่าสนใจ ซึ่งถือเป็น

เทคโนโลยีใหม่ในการช่วยนำเสนอสินค้าอุปโภคบริโภคให้ดูทันสมัยในยุคนั้น โดยสรุป สินค้าอุปโภคบริโภค ในร้านโชวห่วยปี 2495 คือภาพสะท้อนของสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค บริโภคนิยม ที่ผสมผสานระหว่างของใช้ในชีวิตประจำวันแบบดั้งเดิมเข้ากับสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก

Shohuay by ลักษณาวดี มีซิน


วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

Klong thom

 






Khlong Thom by s72m7pjjgt


สถาปัตยกรรมตึกแถวในย่านสะพานเหล็ก-คลองถม-วรจักร ตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล สะท้อนถึงวิถีชีวิตและการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน ดังนี้

1. ลักษณะทางกายภาพและการใช้งานพื้นที่ จากภาพหลักฐานในปี พ.ศ. 2555 ตึกแถวในย่านนี้มีลักษณะเป็นอาคารคอนกรีตสูงประมาณ 3-4 ชั้น ปลูกสร้างต่อเนื่องกันเป็นแนวยาวขนานไปกับแนวถนน โดยมีการแบ่งสัดส่วนการใช้งานอย่างเป็นระบบ พื้นที่ชั้นล่างถูกเปลี่ยนเป็นหน้าร้านค้าหรือโชว์รูมสินค้า เช่น ร้าน เด่นเจริญ วรจักร ที่มีการติดตั้งป้ายชื่อร้านและป้ายโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมอย่าง V-KOOL ขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดสายตา พื้นที่ชั้นบน สังเกตได้จากหน้าต่างและระเบียงที่มีการติดตั้งลูกกรงเหล็กดัด ซึ่งมักใช้เป็นที่พักอาศัยหรือพื้นที่เก็บสต็อกสินค้าของร้านค้าด้านล่าง

2. การต่อเติมและการปรับตัวตามยุคสมัย สถาปัตยกรรมตึกแถวในภาพแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงอาคารเพื่อให้เข้ากับการประกอบธุรกิจในเขตเมืองหนาแน่นการติดตั้งกันสาดมีการต่อเติมผ้าใบหรือกันสาดด้านหน้าร้านเพื่อขยายพื้นที่ใช้สอยและป้องกันแสงแดดให้กับลูกค้าและสินค้า โครงสร้างส่วนยอด บางอาคารมีการกั้นรั้วหรือระแนงเหล็กเพิ่มเติมบนดาดฟ้าเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อการใช้งานอเนกประสงค์

3. องค์ประกอบที่สะท้อนความเป็นเมืองหนาแน่น จุดเด่นที่สำคัญของสถาปัตยกรรมในย่านนี้คือการปะทะกันระหว่างตัวอาคารเก่ากับโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ โดยจะเห็น สายไฟและสายสื่อสารจำนวนมหาศาล ที่พาดผ่านหน้าอาคารอย่างซับซ้อนจนบดบังรายละเอียดบางส่วนของตัวตึก ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของย่านการค้าเก่าแก่ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนโครงสร้างพื้นฐานมีความหนาแน่นสูง

สรุปภาพรวมเมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2494 ที่ถูกบันทึกไว้เพียงชื่อย่าน สะพานเหล็ก - คลองถม ภาพในปี พ.ศ. 2555 แสดงให้เห็นว่าตึกแถวได้กลายเป็นองค์ประกอบหลักที่สร้างอัตลักษณ์ให้กับย่านนี้ โดยเป็นสถาปัตยกรรมที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานเชิงพาณิชย์เป็นหลัก Shophouse และเป็นภาพแทนของความรุ่งเรืองทางธุรกิจอะไหล่ยนต์และเครื่องมือช่างในพื้นที่ใจกลางเมืองพระนครจากการวิเคราะห์แหล่งข้อมูลที่ให้มา ย่านวรจักรมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับย่านคลองถมและสะพานเหล็ก โดยมีลักษณะสำคัญที่สะท้อน
ผ่านหลักฐานต่าง ๆ ดังนี้

ศูนย์กลางธุรกิจประดับยนต์และอะไหล่ จากภาพถ่ายในปี พ.ศ. 2555 ย่านวรจักรถูกนำเสนอในฐานะแหล่งรวมร้านค้าเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์อย่างชัดเจน โดยมีร้านค้าในตำนานอย่าง เด่นเจริญ วรจักร ซึ่งเป็นศูนย์ติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร และมีการโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมอย่าง V-KOOL สภาพแวดล้อมและความหนาแน่นของเมือง วรจักรในยุคหลัง พ.ศ. 2555 มีลักษณะเป็นย่านธุรกิจที่แออัด พื้นที่ถนนเต็มไปด้วยรถยนต์หลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถอเนกประสงค์ SUV รวมถึงรถจักรยานยนต์และการจราจรที่หนาแน่น นอกจากนี้ยังมีภาพสะท้อน

ของปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในเขตเมืองเก่า เช่น สายไฟและสายสื่อสารที่พันกันอย่างซับซ้อน บดบังตัวอาคารตึกแถว ความสัมพันธ์กับย่านสะพานเหล็ก-คลองถม แม้ในหลักฐานจากปี พ.ศ. 2494 จะระบุชื่อเพียง สะพานเหล็ก - คลองถม แต่จากการพัฒนาที่เห็นในปี พ.ศ. 2555 ย่านวรจักรได้กลายเป็นส่วนขยายสำคัญที่

ทำให้พื้นที่แถบนี้กลายเป็นโครงข่ายย่านการค้าที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องมือช่างและอุปกรณ์รถยนต์ สรุปภาพรวมย่านวรจักรตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลคือภาพแทนของ วิถีชีวิตการค้าของชาวพระนคร ที่มีการปรับตัวตามยุคสมัย จากย่านการค้าเก่าแก่สู่การเป็นศูนย์กลางอะไหล่ยนต์ที่สำคัญ ท่ามกลางบรรยากาศความเป็นเมืองที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยพลวัตทางเศรษฐกิจ

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

Nonthaburi clocktown circle

 




หอนาฬิกาท่าน้ำนนทบุรีในปีพุทธศักราช 2563 สามารถขยายความรายละเอียดที่แหล่งข้อมูลกล่าวถึงหอนาฬิกาแห่งนี้ได้ดังนี้ครับ: ประวัติและการก่อสร้าง: หอนาฬิกาแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญที่มีอายุเก่าแก่ โดยที่บริเวณฐานของหอนาฬิกามีข้อความระบุชัดเจนว่าสร้างขึ้นโดย เทศบาลเมืองนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2500 เพื่อเป็นเครื่องบอกเวลาสาธารณะและแลนด์มาร์คประจำเมือง เอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมและสัญลักษณ์: ตัวหอนาฬิกามีลักษณะเป็นหอคอยสูงสี่เหลี่ยมสีขาว มีหน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาอยู่ทั้งสี่ด้าน 

บนยอดสุดมีรูปปั้นไก่ ตั้งตระหง่านอยู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดนนทบุรี และตามประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสื่อถึงปีเกิด ปีระกา ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม บุคคลสำคัญที่มีพื้นเพเป็นชาวนนทบุรี การเป็นศูนย์กลางวิถีชีวิตและคมนาคมแหล่งข้อมูลแสดงให้เห็นว่าหอนาฬิกาตั้งอยู่ในทำเลที่เป็น จุดเชื่อมต่อสำคัญ ระหว่างทางบกและทางน้ำ ท่าน้ำนนทบุรี บรรยากาศโดยรอบมีความคึกคักอย่างมาก มีการสัญจรของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ 

และที่โดดเด่นคือยังคงมี รถสามล้อถีบ วิ่งให้บริการเคียงคู่ไปกับพาหนะสมัยใหม่ สภาพแวดล้อมและย่านการค้าหอนาฬิกาตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจดั้งเดิมที่ยังมีชีวิต สะท้อนผ่านภาพอาคารเก่าที่มี หน้าต่างไม้บานเกล็ดและหลังคาทรงปั้นหยา มีการผสมผสานของยุคสมัย โดยมีร้านค้าสมัยใหม่อย่าง 7-Eleven และ Cafe Amazon ตั้งอยู่ท่ามกลางอาคารโครงสร้างเก่า และมีผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยถือถุงสินค้าจากตลาดสด

ในบริเวณนั้น สัญลักษณ์ของสถานที่ราชการในบริเวณใกล้เคียงหอนาฬิกายังมี เสาธงชาติไทย และป้ายประชาสัมพันธ์ของรัฐ เช่น กองทุนหมู่บ้าน บ่งบอกถึงความเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการของจังหวัดนนทบุรีตั้งแต่อดีต สรุปได้ว่า แหล่งข้อมูลนี้ไม่ได้นำเสนอหอนาฬิกาในฐานะเพียงสิ่งก่อสร้าง แต่กล่าวถึงในฐานะ ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ปี พ.ศ. 2500 เข้ากับวิถีชีวิตริมน้ำ

ของชาวนนทบุรีในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจนค ตลาดสดนนทบุรี ตั้งอยู่ในย่าน ท่าน้ำนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความคึกคักและเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของจังหวัดมาอย่างยาวนาน จากหลักฐานภาพถ่ายในปี พ.ศ. 2563 สามารถอธิบายบรรยากาศของย่านตลาดและย่านการค้าแห่งนี้ได้ดังนี้ ทำเลที่ตั้งและจุดนัดพบ

ย่านการค้าและตลาดตั้งอยู่รายล้อม หอนาฬิกาท่าน้ำนนทบุรี ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างขึ้นโดยเทศบาลเมืองนนทบุรีในปี พ.ศ. 2500 พื้นที่นี้เป็นจุดเชื่อมต่อหลักของผู้ที่เดินทางมาโดยเรือด่วนเจ้าพระยาเพื่อเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในตลาด ลักษณะอาคารและการค้าขาย ย่านตลาดประกอบด้วยตึกแถวและ

อาคารพาณิชย์ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม เช่น หน้าต่างไม้ระแนงและหลังคาทรงปั้นหยา บริเวณหน้าตึกมีการกางกันสาดหรือผ้าใบออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับร้านค้าและผู้เดินเท้าที่มาซื้อของ ความหลากหลายของร้านค้า พื้นที่รอบตลาดมีการผสมผสานระหว่างร้านค้าดั้งเดิมกับธุรกิจสมัยใหม่ โดยจะเห็นร้านอย่าง 7-Eleven และ Cafe Amazon ตั้งอยู่ในอาคารเก่าเคียงคู่ไปกับแผงลอยและร้านค้าท้องถิ่น วิถีชีวิตการจับจ่ายบรรยากาศในภาพสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่วุ่นวายแต่มีเสน่ห์ มีผู้คนเดินถือถุงสินค้าที่เพิ่งซื้อ

มาจากตลาด และมี รถสามล้อถีบ คอยจอดรับส่งผู้โดยสารที่มาซื้อของเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดต่าง ๆ ในชุมชน การประชาสัมพันธ์ชุมชนในพื้นที่ตลาดยังเป็นจุดติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์สำคัญของภาครัฐ เช่น ป้ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่ผู้สัญจรไปมาในตลาดสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดย

รวมแล้ว ตลาดสดนนทบุรีบริเวณหอนาฬิกาคือ ย่านเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวา และเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนวิถีชีวิตของชาวนนทบุรีผ่านการผสมผสานระหว่างการค้าแบบดั้งเดิมและความสะดวกสบายในปัจจุบัน อกจากหอนาฬิกาที่เป็นจุดเด่นที่สุดแล้ว จากภาพถ่ายและประวัติของพื้นที่ท่าน้ำนนทบุรี ยังมีสิ่งสำคัญที่ถือเป็นแลนด์มาร์คหรือจุดสังเกตที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง

รูปปั้นไก่บนยอดหอนาฬิกาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดนนทบุรีที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของหอนาฬิกา ซึ่งผู้คนมักจะจดจำและใช้เป็นจุดสังเกตหลักเมื่อมาถึงท่าน้ำนนท์ อาคารเก่าสไตล์ดั้งเดิม

อาคารไม้กึ่งปูนที่มีหน้าต่างไม้ระแนงและหลังคาทรงปั้นหยาที่ตั้งอยู่รายรอบ ถือเป็นแลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของย่านการค้าเก่าแก่ในอดีต รถสามล้อถีบ: แม้จะเป็นพาหนะ แต่การคงอยู่ของรถสามล้อถีบจำนวนมากในบริเวณนี้ได้กลายเป็น แลนด์มาร์คที่มีชีวิต และเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้คนนึกถึงเมื่อพูดถึงท่าน้ำนนทบุรี บริเวณเสาธงชาติและเขตสถานที่ราชการ จากภาพจะเห็นเสาธงชาติ

ไทยโบกสะบัดอยู่ ซึ่งบ่งบอกถึงที่ตั้งของหน่วยงานราชการสำคัญในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งในพื้นที่จริงคือ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า หรือปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี แม้ในภาพจะเห็นเพียงส่วนของเสาธงและแนวต้นไม้บังตัวอาคารไว้ ย่านการค้าและป้ายกองทุนหมู่บ้าน ป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่และบรรยากาศร้านค้าที่ผสมผสานระหว่างความเก่าและใหม่ เช่น ร้าน Cafe Amazon และ 7-Eleven ในอาคารเก่า ก็เป็นจุดที่ผู้คนใช้จดจำตำแหน่งในย่านนี้เช่นกัน

The Nonthaburi by ลักษณาวดี มีซิน


วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

Yaowarat road 1962

 



Yaowarat 2505 by ลักษณาวดี มีซิน






จากภาพถ่ายถนนเยาวราชในปี พ.ศ. 2505 การที่โรงอุปรากรจีน โรงงิ้ว ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นโรงภาพยนตร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในหลายแง่ ดังนี้ การก้าวเข้าสู่ความทันสมัย (Modernization) บรรยากาศในภาพปี 2505 แสดงให้เห็นว่าเยาวราชเป็นย่านที่ทันสมัยมาก มีทั้งรถยนต์คลาสสิก ป้ายไฟนีออน และแบรนด์สากลอย่าง Rolex การเปลี่ยนจากโรงอุปรากรแบบดั้งเดิม เช่น 

สินฟ้า มาเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษอย่าง CATHAY สะท้อนถึงการปรับตัวตามกระแสโลกเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยของคนในยุคนั้น การรักษาเนื้อหาเดิมในรูปแบบใหม่ แม้จะเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์ แต่ป้ายคัตเอาต์หน้าตึกคาเธ่ย์ยังคงเป็นภาพวาดตัวละครจีนย้อนยุค สิ่งนี้บอกเราว่า ผู้ชมในเยาวราชยังคงนิยมเรื่องราวพงศาวดารหรือตำนานจีนเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการเสพจากการแสดงสดบนเวที (งิ้ว) มาเป็นการชมผ่านแผ่นฟิล์มที่มีความตื่นตาตื่นใจและสมจริงมากกว่า ความได้เปรียบทาง

ธุรกิจและเทคโนโลยีในยุคทศวรรษ 2500 ภาพยนตร์เป็นสื่อความบันเทิงใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด อาคารสูงหลายชั้นอย่างตึกคาเธ่ย์ถูกออกแบบมาให้รองรับผู้ชมจำนวนมากและมีการประชาสัมพันธ์ที่ดึงดูดสายตาด้วยภาพวาดขนาดมหึมา ซึ่งการฉายภาพยนตร์มีความสะดวกในการจัดการและสามารถดึงดูดกลุ่ม

ลูกค้าได้กว้างขวางกว่าการแสดงงิ้วแบบดั้งเดิม การผสมผสานทางวัฒนธรรม: การแต่งกายของผู้คนบนทางเท้าที่เริ่มสวมชุดสากลตามแฟชั่นยุค 60s แสดงถึงการเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก โรงภาพยนตร์จึงเป็นตัวแทนของความบันเทิงที่ดูเป็นสากลมากกว่า ซึ่งเข้ากับภาพลักษณ์ของเยาวราชที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับสูงในขณะนั้น จากภาพถ่ายของถนนเยาวราชในปี พ.ศ. 2505 ซึ่งเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1960 (ยุคซิกซ์ตี้) แฟชั่นของผู้หญิงที่ปรากฏบนทางเท้าสะท้อนถึงอิทธิพลของยุคสมัยนั้นได้ดังนี้

การใช้สีสันที่สดใส (Vibrant Colors): ในภาพจะเห็นสุภาพสตรีสวมชุดที่มีสีสันโดดเด่น เช่น สีชมพูสดและสีเหลือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เด่นของแฟชั่นยุค 60s ที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากกระแส Pop Art และความตื่นตัว
ของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นที่ต้องการความสดใสและแตกต่างจากโทนสีขรึมในอดีต รูปทรงชุดที่ดูทันสมัยและเรียบง่าย (Modern Silhouettes)แฟชั่นในภาพแสดงให้เห็นการเปลี่ยนจากชุดพื้นเมืองหรือชุดแบบดั้งเดิมมาเป็นชุดสไตล์ตะวันตก เช่น เสื้อแขนสั้นหรือเสื้อไม่มีแขนคู่กับกระโปรงทรงสอบหรือทรงเอ ซึ่งเป็นชุดที่เน้นความคล่องตัวและดูทันสมัย เหมาะกับการเดินเลือกซื้อของในย่านธุรกิจที่คึกคักอย่างเยาวราช การแต่งกายที่สะท้อนความเป็นเมือง (Urban Sophistication)สไตล์การแต่งตัวของผู้หญิงในยุคนั้นดูมีความ

ประณีตและสุภาพ สะท้อนถึงค่านิยมของชนชั้นกลางและกลุ่มผู้มีฐานะในย่านเยาวราชที่ติดตามเทรนด์แฟชั่นโลก ซึ่งสอดคล้องกับการมีป้ายโฆษณาสินค้าหรูอย่าง Rolex และโรงภาพยนตร์ Cathay ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง การผสมผสานวัฒนธรรม แม้จะเป็นย่านคนไทยเชื้อสายจีน แต่แฟชั่นของผู้หญิงในภาพกลับเอน

เอียงไปทางสากลนิยมมากกว่าการสวมใส่กี่เพ้าแบบดั้งเดิม แสดงให้เห็นว่าคนในยุคปี 2505 เริ่มมองว่าความสวยงามในแบบสากลเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและรสนิยมที่ดี โดยรวมแล้ว แฟชั่นผู้หญิงในภาพนี้คือหลักฐานที่มีชีวิตซึ่งแสดงให้เห็นว่าเยาวราชไม่ใช่แค่ศูนย์กลางการค้าทองคำหรืออาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นย่านนำเทรนด์แฟชั่นที่คนในยุคนั้นใช้เป็นพื้นที่ในการแสดงออกถึงความทันสมัยตามกระแสโลก

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

พระที่นั่งวิมานเมฆ

 





Vimanmek Golden Teak Legacy by ใกล้รุ่ง


จากรูปภาพในแหล่งข้อมูล และข้อมูลจากการสนทนาที่ผ่านมา รูปแบบและลักษณะของหลังคาพระที่นั่งวิมานเมฆมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมดังนี้ครับ โดมทรงแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่: ส่วนที่โดดเด่นที่สุดคือหลังคาบริเวณหัวมุมของอาคารรูปตัว L ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงแปดเหลี่ยมสูง ครอบคลุมพื้นที่ห้องโถงขนาดใหญ่ของพระที่นั่ง

ยอดแหลมหรือสไปร์ (Spire)บนยอดสูงสุดของหลังคาทรงแปดเหลี่ยม และในจุดสำคัญอื่น ๆ ของหลังคา
มีการประดับด้วยยอดแหลมที่มีลักษณะคล้ายฉัตรพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เพิ่มความสง่างามให้กับตัวอาคารการใช้โทนสีที่ตัดกันหลังคามีสีแดงอมน้ำตาล (Terracotta) ซึ่งตัดกับสีเหลืองอ่อนของตัวอาคารไม้สักทองและสีเขียวของสวนโดยรอบอย่างชัดเจนการประดับชายคาด้วยไม้ฉลุบริเวณเชิงชายหรือขอบหลังคามีการประดับด้วยไม้แกะสลักฉลุลายสีขาวที่มีความละเอียดลออคล้ายลูกไม้

(Gingerbread style) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 รูปทรงที่สอดคล้องกับอาคาร ผืนหลังคาถูกออกแบบให้คลุมไปตามแนวอาคารรูปตัว L โดยมีลักษณะเป็นหลังคาทรงปั้นหยาในส่วนที่เป็นปีกของอาคาร ซึ่งช่วยในการระบายน้ำฝนได้ดีตามสภาพอากาศของไทย หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ หลังคาของพระที่นั่งวิมานเมฆเปรียบเสมือนมงกุฎที่สวมวางอยู่บนยอดอาคารไม้สัก โดยมียอดแหลมเป็นดั่งยอดมงกุฎ และลายฉลุสีขาวรอบชายคาเป็นดั่งลวดลายอันวิจิตรที่ช่วยขับเน้นความโอ่อ่าให้

สมกับเป็นพระราชฐานชั้นสูงากการพิจารณาภาพถ่ายของพระที่นั่งวิมานเมฆในแหล่งข้อมูล บริเวณโดยรอบมีการจัดภูมิทัศน์อย่างเป็นระเบียบและสวยงาม เพื่อส่งเสริมความโดดเด่นของตัวอาคารไม้สักทอง โดยมีรายละเอียดดังนี้ พื้นที่สีเขียวและการจัดสวนมีการจัดวางสนามหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่ที่ได้รับการตัดแต่งอย่างเรียบร้อยอยู่บริเวณด้านหน้าและด้านข้างของพระที่นั่ง ช่วยสร้างความรู้สึกที่โล่งโปร่งและร่มเย็น พรรณไม้โดยรอบตัวอาคารประกอบด้วยไม้ยืนต้นให้ร่มเงาและไม้ประดับที่ปลูกไว้อย่างสวยงามตามมุม


ต่างๆ ทั้งที่ปลูกลงดินและในกระถางบริเวณใกล้บันไดทางขึ้น ทางเดินและพื้นที่ใช้สอยมีการจัดทำทางเดินปูลาดด้วยวัสดุที่มีโทนสีน้ำตาลอมแดงเป็นบริเวณกว้างตามความโค้งของสนามหญ้า เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรสำหรับผู้มาเยือน การกำหนดขอบเขตมีการใช้เสาขนาดเล็กสีเหลืองเชื่อมด้วยโซ่กั้นเป็นแนวเขตระหว่างพื้นที่ทางเดินและสนามหญ้า เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก

บริเวณทางขึ้นด้านหนึ่งมีการติดตั้งซุ้มทางเดินสีขาว(canopy)เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกตัวอาคาร การจัดภูมิทัศน์เช่นนี้ เปรียบเสมือนการวางอัญมณีล้ำค่าไว้บนกำมะหยี่สีเขียว ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันความอับชื้นให้กับตัวอาคารไม้สักแล้ว ยังช่วยขับเน้นให้สถาปัตยกรรมรูปตัว L และโดมแปดเหลี่ยมของพระที่นั่งมีความสง่างามและโดดเด่นท่ามกลางธรรมชาติอย่างลงตัว


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เยาวราชในอดีต

 




Yaowarat Two Worlds by ใกล้รุ่ง


จากภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ของถนนเยาวราชในอดีต ยานพาหนะที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนและสะท้อนถึงระบบคมนาคมในยุคนั้นประกอบด้วย รถราง (Trams)เป็นพาหนะที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น โดยจะวิ่งไปตามแนวรางถาวรที่ติดตั้งอยู่บริเวณกลางถนน สะท้อนถึงการเป็นย่านที่ทันสมัยและมีการวางระบบขนส่งมวลชนที่เป็นระเบียบรถยนต์รุ่นโบราณ (Classic Cars)รถยนต์ส่วนบุคคลรูปทรงคลาสสิกตามยุคสมัย ซึ่งวิ่งสัญจรควบคู่ไปกับ

รถรางบนพื้นผิวถนนรถลาก (Rickshaws)ยานพาหนะที่ใช้แรงงานคนในการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นวิถีการเดินทางดั้งเดิมที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขนส่งผู้คนในพื้นที่ย่านการค้ารถจักรยาน (Bicycles) พาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็กที่ปรากฏให้เห็นท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่น ยานพาหนะเหล่านี้แสดงถึงการ

ผสมผสานระหว่าง เทคโนโลยีสมัยใหม่จากตะวันตก (รถรางและรถยนต์) กับ วิถีชีวิตดั้งเดิม (รถลากและรถจักรยาน) ซึ่งวิ่งปะปนกันบนถนนที่มีพื้นที่กว้างขวางในขณะนั้นอุปมาอุปไมย ยานพาหนะที่หลากหลายในอดีตเปรียบเสมือน เครื่องดนตรีต่างชนิด

ในวงออร์เคสตรา โดยมีรถรางเป็นจังหวะหลักที่คอยกำกับเส้นทาง และมีรถยนต์ รถลาก รวมถึงจักรยาน เป็นเครื่องดนตรีประเภทอื่นที่บรรเลงสอดแทรกไปตามช่องว่างของถนน สร้างท่วงทำนองแห่งความเคลื่อนไหวให้กับย่านเยาวราชในวันวาน
 

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Chinatown new landmark

 


มรดกกรุงเทพฯ อดีตที่ยังมีลมหายใจ by wofe99


วัดไตรมิตรวิทยารามเป็นวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ หลวงพ่อทองคำ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการบันทึกสถิติโลกโดยกินเนสบุ๊ค ข้อมูลสำคัญ ที่ตั้ง 661 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100 เวลาเปิด-ปิด เปิดทุกวัน 08:00–17:00 น.พระ

วิหารหลังเก่าเปิดถึง 21:00 น. เฉพาะวันพุธ ค่าเข้าชม คนไทย ไม่เสียค่าเข้า ชาวต่างชาติ 140 บาทต่อคน การเดินทาง วิธีที่สะดวกที่สุดคือโดยสารรถไฟฟ้า MRT ไปยังสถานีหัวลำโพง ทางออก 1แล้วเดินต่อไป
อีกประมาณ 200 เมตร สิ่งที่น่าสนใจ หลวงพ่อทองคำ เป็นพระพุทธรูป

สมัยสุโขทัย คาดว่าสร้างมานานกว่า 800 ปี ถูกพอกปูนอำพรางไว้เป็นเวลานานก่อนจะถูกค้นพบว่าเป็นทองคำแท้ในปี พ.ศ. 2498 องค์พระมีน้ำหนักถึง 5.5 ตัน และสามารถถอดออกได้เป็น 9 ชิ้น ประวัติวัด ชื่อเดิมของวัดคือ วัดสามจีนใต้ ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะขึ้น

เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหารและได้รับชื่อพระราชทานว่า วัดไตรมิตรวิทยาราม สิ่งอำนวยความสะดวก มีบริการลิฟต์สำหรับขึ้นไปสักการะพระพุทธรูปทองคำ มีห้องน้ำ และที่จอดรถสำหรับผู้พิการ





วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

วิทยุติดตามตัวเกร็ดความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์




จำได้ว่าวิทยุติดตามตัวเริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2523 ประมาณ 39 ปีผ่านมาแล้วในตอนนั้นราคาแพงมากเรียกได้ว่าหลายหมื่นเลยทีเดียวซึ่งผู้ทีใช้ก็ต้องเป็นนักธุระกิจต้องติดต่องานสำคัญซึ่งในช่วงเวลานั้นก็มีอินเตอร์เนทแต่ไม่แพร่หลายเหมือนในยุคปัจจุบัน ไม่มี Social Network แต่มีระบบ ATM ในส่วนของวิทยุติดตามตัวแบบ Classic นิยมเรียกว่า Paclink ซึ่งแสดงได้เฉพาะตัวเลขเท่านั้นตอนนั้นยังไม่มีแบบฝาก

ข้อความผ่าน Operator วิธีใช้งานต้องโทร...เข้าศูนย์บริการผ่าน Operator ให้โทร...กลับ 02 XXXXXXX จนต่อมาถึงยุคปี 2532 - 2538 วิทยุติดตามตัวพัฒานามาถึงขีดสุด คือ สามารถมีข้อความเป็นตัวอักษรได้ แต่ถ้าเกิด Error ก็จะกลายเป็นภาษาต่างดาวซึ่งเป็นความผิดพลาดของระบบและก็มีผู้ประกอบการให้เลือกหลายค่ายเหมือน

ค่ายมือถือในยุคปัจจุบันเช่นบริษัท Advance Info Service บริษัท สามารถ คอเปอร์เรชั่น บริษัท Hutchison Pagephone มาถึงยุคปลายของวิทยุติดตามตัวก็จะโฆษณาทางโทรทัศน์ของแต่ละค่ายงัดเอาโปรโมชั่นมาลดแลกแจกแถมกัน(ประมาณปี 2540 - 2545)หลังจากนั้นก็หมดยุคของวิยุติดตามตัว


หมายเหตุ...ก่อนจะหมดยุคของวิทยุติดตามตัว(Pager)ผู้ให้บริการของแต่ละค่ายจึงออกแบบมาสวยงามแต่ไม่ Classic เพื่อดึงดูดลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่นอีกทางหนึ่งในช่วงปี 2545 Nokia 3310 & 3315 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นและในช่วงเวลานั้นอินเตอร์เนทความเร็วแค่ 56 K เท่านั้นโดยค่ายยักษ์ใหญ่ Telecom Asia เริ่มให้บริการ


วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

เจ้าดำ




มีเรื่องจริงอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งปรากฏในหนังสือ"กฏแห่งกรรม"ซึ่งเขียนขึ้นโดย คุณ ท.เลียงพิบูลย์ ซึ่งท่านได้ล่วงลับไปแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า ในครอบครัวหนึ่งนานมาแล้ว ครอบครัวนี้มีเด็กหญิงคนหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งเด็กหญิงคนนี้ได้พบกับน้องหมาตัวหนึ่ง(ตั้งชื่อว่าเจ้าดำ) ซึ่งกำลังโดนหมาใหญ่รังแกหรือประสบอุบัติเหตุ(จำไม่ได้ครับ) เด็กหญิงเห็นเข้าจึงขอให้คุณพ่อช่วยนำกลับมาบ้านเพื่อทำแผลและดูแลจนมันหายเป็นปกติ พ่อรับปากว่าได้แต่ไม่ทราบว่า เจ้าดำ ตัวนี้มีเจ้าของหรือเปล่า? ถ้ามีเจ้าของมาตามหาก็ต้องส่งคืนเจ้าของไป เด็กหญิงตอบว่าได้ค่ะและดีใจมาก จึงให้คุณพ่อเลี้ยงต่อไป และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา"เจ้าดำ"ก็กลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งภายในครอบครัวนี้ เจ้าดำ เป็นหมาที่ฉลาดรู้จักประจบ - ประแจงและเชื่อฟังเจ้านาย วันไหนเด็กหญิงซึ่งอยู่ในวัยกำลังจะโตเป็นสาวจะออกไปทำธุระนอกบ้าน แต่กลับดึก เจ้าดำมันไม่ยอมแตะต้องข้าว - ปลาอาหารเลย จนกว่าเจ้านายมันจะกลับมามันจึงยอมทานอาหาร เด็กหญิงทราบดี คราวต่อไปจะออกจากบ้าน จึงสั่ง เจ้าดำ ว่าไม่ต้องรอให้ทานอาหารแล้วเข้านอน เจ้าดำ จึงยอมปฏิบัติตามแต่โดยดีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิงได้ชวนเพื่อน ๆ มาที่บ้านเพื่อรับอาหารร่วมกันหรือสังสรรกันที่สนามหญ้าหน้าบริเวณบ้าน ก็ทั้งก็เฮฮา ตามประสาเด็กโดยหารู้ไม่ว่า อันตรายกำลังคลืบคลานมา มีงูเห่าตัว

หนึ่งมาจากไหนไม่ทราบเลื้อยเข้ามาจะเข้ามาทำร้ายเด็ก ๆ ในกลุ่มซึ่งกำลังสนุกสนานและไม่รู้ตัวว่ากำลังมีอันตราย ทันใดนั้น เจ้าดำ ซึ่งคอยดูอยู่ห่าง ๆ ก็เห็นเข้าจึงเข้ามาต่อสู้กับงูเห่าตัวนั้นโดยไม่คิดถึงชีวิตมันเอง จนงูเห่าตัวนั้นสู้เ จ้าดำ ไม่ได้เลื้อยหนีไป ตกกลางคืนเจ้างู จอมพยาบาทตัวนั้นไม่ยอมลด - ลา แต่ เจ้าดำ รู้โดยสัญชาติญาณของมันเองปกติมันนอนที่ห้องเจ้านาย แต่คืนนั้นมันไม่นอนมันพยายามบอกเจ้าของมันว่างูเห่าตัวนันจะกลับมาอีกมันจึงไปนอนเฝ้าหน้าห้องของเด็กหญิง และก็เป็นความจริง งูเห่าตัวนั้นมาจริง ๆ เจ้าดำ จึงปกป้องเจ้านายของมันโดยเดิมพันด้วยชีวิต และเจ้าดำก็เพรี่ยงพร้ำโดนงูเห่ากัดเข้า แต่เจ้าดำไม่ยอมแพ้ ได้กัดงูเห่าตัวจนตาย พอรุ่งเช้า เด็กหญิงเปิดประตูห้องออกมากเห็น เจ้าดำ กำลังจะสิ้นใจไปต่อหน้าต่อแล้ว เด็กร้องไห้และอาลัยรัก เจ้าดำ อย่างสุดหัวใจ ในที่สุด เจ้าดำ ก็ตายจากไป เหลือความดีที่ เจ้าดำ ได้ตอบแทนเจ้านายของมันด้วยความซื่อ'สัตว์และจงรัก - ภักดี นี่เป็นส่วนหนึ่งซึ่งย่อเอาใจความออกมา

จากหนังสือ กฏแห่งกรรม คิดว่าบางท่านคงได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้มา บ้างแล้ว หาใครสนใจเรื่องราว ของ เจ้าดำ ลองไปหาซื้อหนังสือ กฏแห่งกรรม ซึ่ง รจนาโดย คูณ ท.เลียงพิบูลย์มาอ่าน ลืมไปแล้วอยู่เล่มไหนเพราะ ท่านเขียน ออกมาหลายเล่ม เป็นตอน ๆ ตัวอย่างความ ซื่อสัตย์และจงรักภักดีของน้องหมาจนกลายเป็นวีรกรรมให้โจษขานเล่าต่อ ๆไปไม่รู้จบ แล้วเราเป็นมนุษย์ยังจะทำร้ายน้องหมาได้ลงคอเชียวหรือ ไปกู้ข้อมูลมาจาก Bloggang - pantip เขียนเรื่องนี้ไว้นนานหลายปีแล้วที่เว็บ พันธ์ทิพย์ กลัวข้อมูลหายเพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไรก็เลยนำมาลงไว้ ใต้ร่มธรรมแห่งนี้ หวังว่าอย่างน้อยก็คงมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย ทุกสิ่งไม่แน่นอนบางทีเข้าระบบไม่ได้


วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561

เทศกาลงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ประจำปี 2561

IMG_0000000000035990666

ILMMG_0000000082309777

P_9102001380000020




ISMG_000000000203000


1 ช่วยชีวิตสัตว์ได้นับพันนับหมื่น

2 สุขภาพกายและใจดีอยู่เสมอ

ในพระสูตรของพระพุทธศาสนามหายานเล่าว่า
สมัยหนึ่ง…องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้เสด็จไปเทศนา โปรดบรรดาเหล่าพญานาคทั้งหลาย
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสธรรมกถาวิสัชนาแสดงแก่พญานาคราชความว่า

บุคคลใด หยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และงดเว้นเสียจากการเสพเลือดเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังชี้นำส่งเสริมให้หมู่ชนทั้งหลายหยุดฆ่า หยุดเสพชีวิต
เลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลผู้นั้นย่อมห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวง
และบริบูรณ์พร้อมด้วยอานิสงส์

อานิสงส์ทั้ง ๑๐ ประการ ได้แก่…
๑. เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
๒. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น
๓. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้
๔. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
๕. มีอายุมั่นขวัญยืน
๖. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากวัชรเทพทั้งแปด
๗. ยามหลับนิมิตรเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นศิริมงคล
๘. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน
๙. สามารถดำรงอยู่ในกระแสแห่งนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ
๑๐. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตญาณจะมู่งสู่คติภพ

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

เข้าใจธรรม

IMGT740101


จงเพียรพยายามในสองวิถีแห่งการปฏิบัติและการศึกษา หากปราศจากการปฏิบัติและการศึกษาแล้วก็ไม่มี(พุทธธรรม)ท่านต้องไม่เพียงเพียรพยายามเพื่อตนเองเท่านั้น หากแต่ต้องสอนให้แก่ผู้อื่นด้วย ทั้งการปฏิบัติและการศึกษาเกิดจากความศรัทธา จงสอนผู้อื่นอย่างสุดความสามารถ แม้เพียงแค่ประโยคเดียวหรือวลีเดียว
ตราบใดที่ความเข้าใจธรรม ยังมีเหลืออยู่ยังไม่สูญสิ้น ก็ชื่อว่าพระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ความรู้ความเข้าใจต้องตามลำดับค่อย ๆ เพิ่มขึ้นละเอียดขึ้นค่อย ๆ เกิดความเข้าใจที่มั่นคงเป็นปัญญา(ตามลำดับ)ของตนเอง

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

แก้ปัญหา Windows Check Disk ทุกครั้งที่ เปิดเครื่อง

พอเปิดเครื่องคอมทุกครั้งก็ Check Disk ทุกครั้งทำให้เกิดการรำคาญใจ เรามาดูวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวกันครับ 1. คลิกที่ Start ไปที่ Run 2. พิมพ์ cmd กด Enter 1 ครั้ง ( สำหรับ Vista & 7 คุณต้องรัน cmd ในโหมด run as Administartor ) 3. จากนั้นพิมพ์ fsutil dirty query c: ( หรือ ไดรฟ์ ที่มันขึ้น Check Disk ) 4. ถ้าขึ้นข้อความว่า Volume –c: is Dirty ไปต่อ ข้อที่ 5 5. พิมพ์ chkdsk c: /f /x 6. ทำข้อที่ 5 เสร็จแล้ว ไปทำข้อที่ 3 ใหม่อีกครั้ง 7. ถ้าขึ้นข้อความว่า Volume c: is not dirty ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ปล. สำหรับไดรฟ์ C คุณอาจจะต้องรีสตาร์ตเครื่องก่อนถึงจะสแกนได้
คลิกที่ Start เลือก Run แล้วพิมพ์ Regedit แล้วกด Enter เพื่อเข้าสู่ Register Editor สำหรับ Windows 2000, windows XP, windows Vista 1. เข้าไปที่ HKEY_LOCAL_MACHINE SYSTEMCurrentControlSetControlSession Manager
2. แก้ไข BootExecute เป็น จาก autocheck autochk * เป็น autocheck autochk เอาดอกจันทร์ออก
3. ปิด RegEdit แล้วลองรีสตาร์ทเครื่อง


บัวพ้นน้ำ

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

วันสงกรานต์กับพุทธศาสนา





วันสงการนต์ ปี 2546


ตามประเพณีสงกรานต์ปัจจุบันอย่างหนึ่งคือการเล่นน้ำและการใช้น้ำเป็นเครื่อง ประกอบในประเพณีสงกรานต์ เช่น การรดน้ำผู้ใหญ่และการสรงน้ำพระ เป็นต้น ในสมัยพุทธกาลได้มีประเพณีซึ่งเป็นการละเล่นที่เป็นงานมหรสพของผู้คนในสมัย นั้นโดยการใช้น้ำเช่นกัน ซึ่งย่อมเป็นไปได้ที่จะสืบทอดมาจนถึง

ปัจจุบันในงานประเพณี สงกรานต์ในปัจจุบัน เพราะทำประจำในเดือน 4 เช่นกันดังข้อความในพระไตรปิฎกที่ว่า พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม 2 ภาค 3 ตอน 3 - หน้าที่ 31 ก็สมัยนั้น มหาชนพากันเล่นมหรสพในอุตตรผัคคุณีนักขัตฤกษ์ปลายเดือน ๔ ทุก ๆ ปี กระทำพิธีสรงน้ำที่ท่าใกล้แม่น้ำคยา, ด้วยเหตุนั้นชนทั้งหลายพากันเรียกมหรสพนั้นว่า คยาผัคคุณี ดังนี้ ในการละเล่นที่ใช้น้ำในสมัยพุทธกาลที่เรียกว่า คยาผัคคุณี มีการใช้น้ำเป็นหลักด้วย ความเชื่อของบุคคลสมัยนั้นว่า น้ำคือสิ่งที่ชำระล้างบาป อกุศลธรรมที่ได้ทำไว้ได้ แต่ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมให้มหาชนมีความเข้าใจถูกว่าน้ำไม่

สามารถชำระล้าง กิเลสได้ แต่ปัญญา กุศลธรรมประการต่าง ๆ เท่านั้นที่จะชำระล้างกิเลสที่สะสมมาจนหมดสิ้นได้ ดังข้อความพระไตรปิฎกที่ว่า ประเพณีในปัจจุบันมีการสรงน้ำพระภิกษุสงฆ์โดยฆราวาส ซึ่งไม่ใช่กิจของฆราวาสและ พระภิกษุท่านก็ไม่ได้ป่วยจึงไม่ใช่กิจที่คฤหัสถ์ทั้งหลายจะสรงน้ำพระ การแสดงออกถึง การเคารพ สักการะในพระภิกษุสงฆ์คือการน้อมถวายปัจจัย 4 อันสมควรเหมาะสมกับพระ ภิกษุและการทำความเคารพยำเกรงในพระภิกษุสงฆ์ การสรงน้ำพระภิกษุ จึงไม่ใช่การ แสดงออกถึงการเคารพในพระภิกษุสงฆ์ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ซึ่งในสมัยพุทธกาล พระภิกษุทั้งหลายจะสรงน้ำด้วยตนเอง หากพระรูปใดป่วยก็เป็นพระภิกษุช่วยสรงน้ำให้ กัน ดังที่พระพุทธเจ้าช่วยอาบน้ำให้พระภิกษุผู้

อาพาธน้ำในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า น้ำในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้าที่เป็นความเห็นถูกก็อย่างหนึ่ง น้ำตามความ เข้าใจของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้ฟังอีกอย่างหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงแสดงความจริงที่ เป็นสัจจะให้ผู้ที่มีความเห็นผิด ได้มีความเห็นถูกในความเข้าใจเรื่องการละกิเลสการดับ กิเลสว่าน้ำไม่ใช่เหตุให้ละกิเลสได้ หากเธอจะอาบน้ำเพื่อละกิเลส เธอจงอาบน้ำนี้ซึ่ง สามารถละกิเลสได้ น้ำที่พระองค์ทรงแสดงจึงไม่ใช่น้ำที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นน้ำคือ อริยมรรคที่มีความเห็นถูกเป็นหัวหน้า ให้เข้าใจความจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมที่ไม่เที่ยง และไม่ใช่เรา นี่คือน้ำในพระธรรมวินัยที่จะชำระล้างกิเลสที่สะสมมาที่เป็นความไม่รู้ ไม่รู้ ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ปัญญาเท่านั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส ไม่ใช่น้ำที่จะชำระล้างกิเลสได้

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การฟังพระธรรมเหมือนเป็นการเตือน



เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน "การฟังพระธรรมเหมือนเป็นการเตือน"ขอความอนุเคราะห์อาจารย์ช่วย กรุณาแปลพจนานี้เพื่อความกระจ่างด้วย ขออนุโมทนา


ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น การฟังพระธรรมเป็นกุศลเป็นความดีเป็นการฟังเรื่องสัจจธรรม สิ่งที่มีจริง เป็นจริงในชีวิตประจำวัน ฟังในสิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทำให้ผู้ที่ ได้ฟังได้ศึกษาเข้าใจสภาพธรรมที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ว่าแท้ ที่จริงก็เป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละอย่าง ๆ เท่านั้นจริง ๆ ทำให้เข้าใจโลกและเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างตาม

ความเป็นจริงผลจากการฟังฟังพระธรรม คือ มีปัญญา ความรู้ความเข้าใจที่ค่อย ๆ เจริญขึ้นปัญญาที่เกิดจากการฟังพระธรรมเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสและดับกิเลสได้ใน ที่สุด แต่ละบุคคลมีกิเลสมากเหลือเกินการที่กิเลสจะค่อยๆ หมดไปได้คลาย ไปได้ก็ด้วยความเห็นถูกที่ถูกต้องจากการฟังพระธรรมแล้วก็เป็นความเข้าใจของ ตนเองด้วยที่จะทำให้มีศรัทธาเพิ่มขึ้น ฟังมากขึ้น แล้วก็สามารถที่จะน้อมประพฤติ

ปฏิบัติตามได้เมื่อมีการฟังพระธรรมและมีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นไปตามลำดับกุศลธรรมประการต่าง ๆ ก็จะเจริญขึ้นตามระดับขั้นของปัญญาด้วย เพราะเหตุว่า เมื่อปัญญาเจริญขึ้นการคิดการกระทำและคำพูด ก็จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นเพราะมีพระธรรมเป็นเครื่อง ฝึกที่ดีสูงสุด คือ เมื่อปัญญาคมกล้าขึ้นก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็น พระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ ปราศจากกิเลสซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ตาม

ลำดับ มรร เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าการฟังพระธรรมเป็นการศึกษาให้เข้าใจสภาพธรรมที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เพื่อให้เข้าใจธรรมซึ่งมีจริงอยู่ทุกขณะตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นประโยชน์กับทุกคน โดยไม่จำกัดเพศไม่จำกัดวัย ขณะที่ฟังพระธรรม ขณะนั้นเป็นกุศล เป็นความดี โดยที่ไม่ต้องไปขวนขวายหาวัตถุมาให้ทานเลยก็เป็น กุศลแล้วในขณะที่ฟังพระธรรมซึ่งก็หมายรวมถึงการอ่านการพิจารณาไตร่ตรองการสนทนาการสอบถามจากกัลยาณมิตรผู้ที่มีปัญญาด้วยทั้งหมดทั้งปวงนั้นเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญาทั้งสิ้นแต่จะเจริญขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่ ที่การสะสมมาของแต่ละบุคคล อย่างแท้จริง

Credit By....................................